เมื่อผู้ใหญ่ในบ้านมีอายุเพิ่มขึ้น ส่วนสูงของพวกท่านมักจะค่อย ๆ ลดลง หรือเริ่มมีอาการหลังค่อมเดินไม่ตัวตรงเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของวัยชรา แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นสัญญาณของโรคกระดูกพรุน ที่กำลังเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน โดยความน่ากลัวของภาวะกระดูกพรุน คือ มักจะไม่มีอาการเจ็บปวดใด ๆ เตือนล่วงหน้า เพราะสูญเสียมวลกระดูกไปทีละน้อยจนกระดูกบางและเปราะบางลง เพราะฉะนั้น Wellveness จึงอยากแนะนำให้คุณได้รู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้น พร้อมวิธีดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้สูงอายุภายในบ้านของคุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายที่สุด
Key Takeaways
- สาเหตุกระดูกพรุนเกิดจากภาวะที่ร่างกายสลายมวลกระดูกเร็วกว่าการสร้างใหม่ ซึ่งมักเกิดขึ้นได้มากเป็นพิเศษโดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
- อาการโรคกระดูกพรุนมักไม่แสดงออกจนกว่าจะเกิดการแตกหัก แต่สามารถสังเกตได้จากส่วนสูงที่ลดลงและหลังที่ค่อมขึ้น
- การตรวจมวลกระดูกเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้ทราบถึงความหนาแน่นของกระดูกก่อนที่จะเกิดอันตราย
- นอกจากการใช้ยารักษากระดูกพรุนแล้ว การดูแลข้อต่อควบคู่ไปด้วยอาหารเสริมคุณภาพสูง ถือเป็นการดูแลโครงสร้างร่างกายผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ
สาเหตุกระดูกพรุนเกิดจากอะไร? และใครคือกลุ่มเสี่ยง?
โครงสร้างกระดูกของมนุษย์เราเป็นอวัยวะที่มีชีวิต ซึ่งจะมีการสลายเซลล์กระดูกเก่าและสร้างเซลล์กระดูกใหม่ทดแทนอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเราอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 30 ปีขึ้นไป กระบวนการสร้างจะเริ่มทำงานช้าลง ในขณะที่กระบวนการสลายมวลกระดูกกลับทำงานเร็วขึ้น ซึ่งสาเหตุกระดูกพรุนที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ทำหน้าที่ช่วยปกป้องกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มวลกระดูกลดลงตามไปด้วยจนเกินเป็นโรคกระดูกพรุนในเวลาต่อมา
นอกจากนี้แล้วยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจทำให้กระดูกพรุนได้เหล่านี้ เช่น
- กรรมพันธุ์ : มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหักง่าย
- โภชนาการที่ไม่ดี : ร่างกายได้รับแคลเซียมและวิตามินดีไม่เพียงพอสะสมมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาว
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต : การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์จัด และไม่ออกกำลังกาย
- การใช้ยาบางชนิด : เช่น การทานยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งมีฤทธิ์ขัดขวางการสร้างมวลกระดูก
อาการโรคกระดูกพรุน ที่มักต้องสังเกตมีอะไรบ้าง?
โรคกระดูกพรุนเป็นเหมือนภัยเงียบที่ในระยะเริ่มต้น ร่างกายจะไม่มีอาการโรคกระดูกพรุนใด ๆ แสดงออกมาเลย ดังนั้น ผู้ป่วยจึงจะไม่รู้สึกปวดร้าวหรือมีเสียงลั่นในกระดูกแต่อย่างใด แต่เมื่อมวลกระดูกบางลงถึงจุดวิกฤต จะสามารถสัญญาณเตือนที่สามารถสังเกตเห็นได้จากภายนอกเหล่านี้
- ส่วนสูงลดลง : หากสังเกตว่าส่วนสูงลดลงจากเดิม 2-3 เซนติเมตรขึ้นไป อาจคาดเดาได้ว่าเกิดจากกระดูกสันหลังเกิดการยุบตัว
- หลังค่อม ไหล่ห่อ : โครงสร้างกระดูกสันหลังทรุด จะทำให้ท่าทางการเดินและการยืนผิดรูป
- มีอาการปวดหลังเรื้อรัง : อาการปวดหลังเรื้องรังมักเกิดจากกระดูกสันหลังที่บางจนเกิดการร้าวหรือยุบตัวทับเส้นประสาท
- กระดูกหักง่ายกว่าปกติ : หากเพียงแค่ล้มเบา ๆ ลื่นล้มในห้องน้ำ หรือแม้แต่การยกของหนัก ก็ทำให้กระดูกสะโพก กระดูกข้อมือ หรือกระดูกสันหลังหัก อาจเป็นเพราะมีอาการกระดูกพรุนเกิดขึ้นแล้ว
กระดูกพรุนกินอะไรดี? แนะนำอาหารบำรุงกระดูกพรุน
เมื่อเข้าสู่วัยที่มวลกระดูกลดลง สิ่งที่ควรต้องรู้ คือ กระดูกพรุนกินอะไรดีให้สามารถช่วยชะลอความเสื่อมได้ ซึ่งการจัดโภชนาการที่เน้นอาหารบำรุงกระดูกพรุนเป็นเรื่องที่ลูกหลานควรใส่ใจ โดยสารอาหารหลักที่ร่างกายต้องการในช่วงที่เกิดโรคกระดูกพรุน มักจะเป็นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
- อาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมกระดูกพรุน : นม โยเกิร์ต ชีส ปลาตัวเล็กตัวน้อยที่ทานได้ทั้งก้าง งาดำ และเต้าหู้ก้อน เป็นสิ่งที่มีแคลเซียมในการป้องกันกระดูกพรุนได้ดี
- วิตามินดี (Vitamin D) : แคลเซียมจะไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่กระดูกได้เลยหากขาดวิตามินดี ซึ่งควรรับประทานปลาแซลมอน เห็ด และออกมารับแสงแดดอ่อน ๆ ในช่วงเช้าอย่างน้อยวันละ 15 นาที
- วิตามินเค (Vitamin K) : พบมากในผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า บรอกโคลี และผักโขม ทำหน้าที่คอยดึงแคลเซียมจากหลอดเลือดให้เข้าไปจับตัวที่เนื้อกระดูก
วิธีป้องกันกระดูกพรุนและความสำคัญของการตรวจมวลกระดูก
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ โดยวิธีป้องกันกระดูกพรุนที่ดีที่สุด คือ การสะสมมวลกระดูกให้หนาแน่นตั้งแต่วัยหนุ่มสาว แต่สำหรับผู้สูงอายุนั้นการชะลอความเสื่อมของมวลกระดูก เป็นหนี่งในทางเลือกที่ยังคงสามารถทำได้ ด้วยการออกกำลังกายประเภทลงน้ำหนัก เช่น การเดิน วิ่งเหยาะ ๆ รำไทเก็ก หรือเต้นแอโรบิกเบา ๆ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเซลล์สร้างกระดูกให้ทำงานได้ดีขึ้น
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการประเมินความเสี่ยง คือ การตรวจมวลกระดูก (DEXA Scan) ซึ่งเป็นการเอกซเรย์ด้วยรังสีต่ำเพื่อดูความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งแพทย์มักแนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป เข้ารับการตรวจเช็กอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้ทราบสถานะโครงสร้างร่างกาย และวางแผนรับมือได้อย่างทันท่วงที
การใช้ยารักษากระดูกพรุน และการฟื้นฟูข้อต่อแบบรอบด้าน
ในกรณีที่ผู้ป่วยเข้ารับการประเมินแล้วพบว่ากระดูกบางอยู่ในขั้นวิกฤต แพทย์อาจพิจารณาสั่งจ่ายยารักษากระดูกพรุน ซึ่งมีทั้งรูปแบบยารับประทานและยาฉีด เพื่อเข้าไปยับยั้งการสลายตัวของกระดูกหรือกระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่ อย่างไรก็ตาม ในผู้สูงอายุปัญหากระดูกพรุนมักไม่ได้มาเพียงอาการเดียวเสมอไป แต่มักจะมาพร้อมกับโรคข้อเข่าเสื่อมเสมอ ดังนั้น การบำรุงกระดูกแข็งด้วยแคลเซียมอาจไม่ตอบโจทย์ความเจ็บปวดบริเวณข้อต่อ ทำให้การเลือกดูแลโครงสร้างร่างกายแบบอื่น ๆ ประกอบด้วย จึงเป็นทางเลือกที่ดีมากกว่า
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Wellflex Gold จากแบรนด์ Wellveness แม้จะโดดเด่นในการฟื้นฟูระบบข้อเข่าด้วยสารสกัดระดับงานวิจัย เช่น UC-II, Ovomet และ CuberUp แต่ก็ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อผู้สูงอายุดูแลความหนาแน่นของมวลกระดูกด้วยแคลเซียม ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูกระดูกอ่อนและน้ำหล่อเลี้ยงข้อด้วย Wellflex Gold ก็จะช่วยให้คนที่คุณรักสามารถลุกยืน ก้าวเดิน และทรงตัวได้อย่างมั่นคง ลดความเสี่ยงในการล้ม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันกระดูกหักในวัยชราได้เป็นอย่างดี
FAQs คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุน สามารถรักษาให้หายขาดกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่?
โรคกระดูกพรุนไม่สามารถรักษาให้หายขาด หรือทำให้มวลกระดูกกลับมาหนาแน่น 100% เท่าวัยหนุ่มสาวได้ แต่การใช้ยาและการปรับโภชนาการสามารถหยุดยั้งไม่ให้กระดูกบางลงไปกว่าเดิม และช่วยเพิ่มมวลกระดูกขึ้นมาได้ในระดับที่ปลอดภัย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักได้อย่างดี
ดื่มนมทุกวัน จำเป็นต้องไปตรวจมวลกระดูกอีกหรือไม่?
จำเป็น เพราะการดื่มนมเป็นเพียงการเพิ่มระดับแคลเซียมในเลือด แต่ร่างกายจะนำแคลเซียมไปกักเก็บที่กระดูกได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องฮอร์โมนและวิตามินดีร่วมด้วย ดังนั้น การตรวจ DEXA Scan จึงเป็นวิธีเดียวที่จะยืนยันได้ว่ากระดูกของคุณแข็งแรงจริงหรือไม่
ผู้ป่วยกระดูกพรุน สามารถออกกำลังกายได้หรือไม่ จะทำให้กระดูกหักไหม?
สามารถออกกำลังกายได้ และควรออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ต้องเลือกประเภทที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น การเดินเร็ว การว่ายน้ำ หรือการเล่นโยคะ และควรงดเว้นกีฬาที่มีการกระโดดรุนแรง หรือเสี่ยงต่อการปะทะและล้มเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
